สมาชิก สถิติฟอรั่ม ธนาคาร
  • 11548เข้าชม
  • 35ตอบกลับ

ขอถามครับ เรื่องการทำให้เกิดอารมณ์ ของภาพยนต์

โพสต์
2233
เงิน
39418
ความดี
31452
เครดิต
30299
จิตพิสัย
73899
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 21#  โพสต์เมื่อ: 2011-05-05
ในที่สุด ก็มั่นใจที่จะพิมว่า ในงานเทคนิค อะไรที่รู้ไม่จริง ให้ศึกษาให้ดีก่อนนะ เพราะงานเทคนิค คือ การสอน บวก ลบ คูณ หาร ถ้าเข้าใจผิดๆมา แล้ว อธิบายเปนควุ้งเปนแควว อย่างมั่นใจ คนไม่รู้จริงๆจะเข้าใจผิดได้

ตอนแรกนึกว่า สายจิตวิญญาณ คิดต่าง

มีเวลาลองรื้อ ทู้ดีๆในนี้อ่านนะ ใบ้ให้ขึ้นต้นด้วย j จบด้วย m คนเนี้ยเขารู้จริง เรืื่อง ปิ้ง ย่าง

ตอนแรกว่าจะไม่อะไร แต่ไม่ได้และ เดี๋ยวกลายพันธ์ พลาดพลั้ง เขียนเปนตำรา เปนผลไม่ดีกับคนหัวอ่อน

กวกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  
ระดับ : สมาชิก IIII
โพสต์
53
เงิน
1680
ความดี
2016
เครดิต
1727
จิตพิสัย
1879
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 20#  โพสต์เมื่อ: 2011-05-05
จริงๆ เรื่อง Color Corrector จะให้พูดอธิบายโดยละเอียด ผมก็ไม่สามารถที่จะอธิบายได้ดีหรอกครับเพราะผมก็ไม่ได้เก่ง และก็ไม่ได้จบมาด้านนี้ด้วยครับ เอาเป็นว่าหน้าที่การงานผมในตอนนี้ งานชิ้นหนึ่งที่ผมต้องทำเกือบทุกวันคือ

การนำ video มาทำ film look ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทเองหรือลูกค้า (ผมก็เป็นลูกจ้างธรรมดานี่แหละครับ ใครให้ทำอะไรก็ทำ) มาตรฐาน film look ของผมคือ การเน้นภาพแบบ ภาพยนตร์ไทยครับ ลองสังเกตุ หนังเรื่อง สุดเขต สาระแนสิบล้อ สาระแนเห็นผี ซักซี้ และอีกหลายๆ เรื่อง จะใช้โทนแบบเดียวกันคือ จะเน้น เขียวอมฟ้า (ผมเข้าใจว่างั้น)  ก็สรุปง่ายๆ อ่ะครับ สำหรับแนว film look ที่ผมใช้ก็คือแนวแบบหนังไทย ทั่วๆ ไปแหละครับ

สำหรับการทำ Frame แท้นั้น ขออธิบาย เรื่องเฟรมที่ไม่แท้ก่อนนะครับ หลายๆ คนคงเคยแปลง fps จาก 60 และ 29.97 มาเป็น 25p แล้วรู้สึกว่า ภาพไม่สมูท มีการกระโดดในบางเฟรม ผมเรียกอาการแบบนี้ว่าเฟรมไม่แท้ คือแบบว่าพยายามบังคับให้เฟรมลดลงมา แต่ไม่ได้มีการจัดเรียงเฟรมให้มีความห่างของแต่ละเฟรมเท่าๆ กัน จึงเกิดอาการลื่นบ้างกระตุกบ้าง สมัยผมลองหัดทำเฟรมแท้ใหม่ๆ ผมใช้ภาพจากรถวิ่งผ่านไปผ่านมานี่แหละครับ ดูง่ายดี คือถ้าแปลงเฟรมมาไม่แท้ ไงภาพก็กระตุกแบบเห็นได้ชัดแน่นอน

ตอนนี้โปรแกรมที่แปลง Frame ง่ายสุดๆ ก็ Sony Vegas นี่แหละครับ Render ออกมาก็ได้เฟรมแบบที่ต้องการแล้ว ไม่มีสะดุด แต่โกสบานครับ เพราะฉะนั้นมันไม่ work แน่นอน ตอนนี้ที่ผมใช้อยู่ก็คือ Megui ครับ แปลงจาก 24p ไป 60p แปลงจาก 60p ไป 24p หรืออะไรก็แล้วแต่ แปลงได้หมดครับ อยู่ที่การเขียน code ว่าใครจะละเอียดมากกว่ากัน สำหรับ code ถ้าใครไม่อยากเขียนเองใน google ก็เยอะครับ โหลดมาลองทำดูแล้วจะชอบครับ แปลงจากกล้องมือถือถ่ายมาแค่ 15fps เอามาโยนใส่ megui ยังได้เฟรม 25p แท้สบายๆ

ตามความคิดผมนะ ถ้าใช้ Megui แปลงเฟรมจาก 59.94, 29.97 มาเป็น 25p ภาพมันจะคล้ายๆ 25p shutter 1/50 ครับ

สำหรับใน mac ก็ Final Cut ครับทำได้เหมือนกัน ใน youtube เยอะครับ
โพสต์
1036
เงิน
21774
ความดี
14792
เครดิต
14177
จิตพิสัย
24522
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 19#  โพสต์เมื่อ: 2011-05-05
ขอถามครับคุณ packetnarok  
ด้วยความรู้เท่าหางอึ่งของผมจึงอยากรู้จากผู้รู้ที่ทำงานด้านนี้มาหลายปีครับ

ข้อแรก
.ถ่ายมาที่ fps 60, 50, 29.97 แล้วนำมาแปลงเป็น 25p หรือ 23.976 แบบเฟรมแท้ (การทำเฟรมแท้จะไม่กล่าวถึงนะครับ)

ไม่ต้องพูดถึง shutter อะไรทั้งสิ้น ผมไม่ใช่ตากล้องผมเป็นคนตัดรายการต๊อกต๋อย เลยอยากรู้ว่าคำว่า แปลงมาเป็น 25 หรือ 23.976 แบบเฟรมแท้ ทำอย่างไรครับ

ข้อสอง
ผมจะทำสีตามความรู้สึกของผม พยายามใช้ฟิวดึงสีไปเรื่อยๆ จนความรู้สึกของตัวเองบอกว่า เหมือนภาพยนตร์แล้วจึงหยุด ผมใช้เทคนิคในการดูหนังเยอะๆ และสังเกตุ สี ความเข้ม ของหนังเอาครับ

งั้นในความหมายนี้หมายความว่าเรื่องสีเกิดจากความรู้สึกของคนทำ เพราะคุณพี่เอาความรู้สึกพี่เป้นหลักและถ้าไม่มีมาตรฐานตายตัวอย่างที่บอก มันก็แสดงว่าท่านไม่สามารถคอมเม้นงานคนอื่นได้ว่า ยังไม่ใช่ฟิวส์หนังเช่นกันน่ะสิ เพราะความรู้สึกว่าเหมือนภาพยนต์ของแต่ละคนไม่เหมือนกันและหนังแต่ละเรื่องคงไม่ใช่สีแบบเดียวกันกับที่ท่านอยากได้ ผมเข้าใจถูกใช่รึไม่

รบกวนขอความรู้หน่อยครับ
ปล.คุณทำให้ผมนึกถึงผู้ชายคนนึงใน TSF
บันทึกคะแนนนี้โพสต์ล่าสุด: รวม 1 คะแนน ซ่อน
bryan ความดี +1 2011-05-05 ท่านผู้นั่นนั่นเอง ผกก อิไกลัส
โพสต์
2233
เงิน
39418
ความดี
31452
เครดิต
30299
จิตพิสัย
73899
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 18#  โพสต์เมื่อ: 2011-05-05
แนะนำว่า packetnarok ควรจะไปหากระทู้ของ pop-it อ่านนะ  หรือเขียนแนะนำให้เป็นเรื่องเป็นราวแบบ pop-it เลย

แต่มีอย่างนึงแนะนำว่า ไม่ควรเหมือนกันคือ เอางานที่เคยทำ มาโพสแชร์ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้ดูด้วย

จะได้รู้ว่าที่เขียนมาน่ะ นำไปใช้ได้จริง

แรกๆก็รู้สึกดีที่ เม้นต่าง แต่ เหนมาเรื่่อยๆ กับ ข้อความเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่ เหมือนกับว่า เนี่ยมันเปนแบบที่เขียนให้อ่านเนี่ย

ขออะไรใหม่ๆบ้าง ไอ้ที่เขียนอะ รื้อๆดู มีละเอียดกว่านี้ิอี๊ก

ระดับ : สมาชิก IIII
โพสต์
53
เงิน
1680
ความดี
2016
เครดิต
1727
จิตพิสัย
1879
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 17#  โพสต์เมื่อ: 2011-05-05
ขอตอบสั้นๆ บ้างนะครับในฐานนะที่ ทำงานด้านนี้มาหลายปี

การทำ video ที่ถ่าย ให้ออกมาดูเป็นอารมณ์ของภาพยนตร์นั้น  จริงๆ มีหลักอยู่มากมายครับ ขอ อ้างอิงข้อมูลใน google ก่อนล่ะกันนะครับ จากคำค้น Film Vs Digital และ Film Look ผมจะยกตัวอย่าง บางอย่างเช่น

1.การทำให้ video มี fps ที่ 23.976 หรือ 25 แบบที่เป็น fps แท้
คำว่า fps แท้ในความหมายผมคือ
1.ถ่ายจากกล้องที่ 50p แล้วลด มา 25p   (shutter 1/50)
2.ถ่ายจากกล้องที่ 25p  (shutter 1/50)
3.ถ่ายจากกล้องที่ 23.976p   (shutter 1/48)
4.ถ่ายมาที่ fps 60, 50, 29.97 แล้วนำมาแปลงเป็น 25p หรือ 23.976 แบบเฟรมแท้ (การทำเฟรมแท้จะไม่กล่าวถึงนะครับ)

2.การทำ Color Corrector
สำหรับการทำ Color Corrector นี้ ไม่ได้มีสูตรการทำที่ตายตัวหรอกครับ มันอยู่ที่ว่าจะสื่อ อารมณ์ของหนังไปในทิศทางใด แต่ถ้าจะให้ผมอธิบายการทำในรูปแบบของผม คือ ผมจะทำสีตามความรู้สึกของผม พยายามใช้ฟิวดึงสีไปเรื่อยๆ จนความรู้สึกของตัวเองบอกว่า เหมือนภาพยนตร์แล้วจึงหยุด ผมใช้เทคนิคในการดูหนังเยอะๆ และสังเกตุ สี ความเข้ม ของหนังเอาครับ

ผมเคยโหลด เบื้องหลังของหนังหลายๆ เรื่องที่เขายังไม่ได้ทำ สี Color Corrector มาลองจูนสีเอง ให้เหมือนกับหนังที่ฉายจริงๆ (เรื่องเดียวกัน) จนได้รูปแบบการทำ Color Corrector

สมัยนี้มีโปรแกรมที่ย้อมสีหนังมากมาย เช่น Magic Bullet Look เคยทดลองเอามาใช้ แต่ไม่ work ครับ ยังไม่ได้ฟิวเท่าไหร่

3.การถ่ายหนังด้วยขาตั้ง และ ถ่ายด้วยมือ
การถ่ายทั้ง 2 แบบผมจะแยกถ่ายตามสิ่งที่ควรจะเป็นครับ โดยผมจะดูตัวอย่างการถ่ายทำ มุมกล้อง จากหนังที่ยอมรับว่ายอดเยี่ยม
เช่น ฉากที่ยืนคุยกัน ผมมักจะใช้ขาตั้ง Zoom ไปที่หน้า
ส่วน ฉากที่ใช้ มือถ่าย ถ้าผมใช้ DSLR ถ่ายผมจะต้องมี steadicam ช่วยถ่ายในทุกๆ ฉากเพื่อภาพที่ออกมานิ่ง การเคลื่อนไหวที่นิ่มนวล

4.การ Crop ภาพที่ 2.35:1 ซึ่ง ตอนถ่ายมาจะต้องกะไว้ก่อนแล้วว่าจะเอาภาพแบบนี้ ไม่ใช่เอา 16:9 มา Crop เพราะหากทำแบบนั้น รายละเอียดจะหายไปพอสมควร ผมใช้เทคนิคง่ายๆ คือเอากระดาษสีดำมาคาดบนจอ LCD ของกล้องตอนถ่ายไว้

5.การเพิ่มรายละเอียดเล็กน้อยให้ดูคล้าย Film เช่นการใส่เม็ด Film บ้าง การลบขอบที่ชัดเกินไป

นี่ก็เป็นเทคนิคการทำ video ให้เกิดอารมณ์ภาพยนตร์ของผมนะครับ

สำหรับผม ผมชอบที่จะทำ video ให้ภาพออกมาแบบอารมณ์ Film สำหรับผมมันได้อารมณ์กว่าเยอะครับ
บันทึกคะแนนนี้โพสต์ล่าสุด: รวม 1 คะแนน ซ่อน
littletime ความดี +1 2011-05-05 ผมชักอยากเจอคุณแล้ว อะ
โพสต์
695
เงิน
13583
ความดี
11808
เครดิต
12362
จิตพิสัย
17399
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 16#  โพสต์เมื่อ: 2011-05-05
ผมอยากจะให้รู้จักแยกแยะระหว่างคำว่า "อารมณ์ภาพแบบภาพยนตร์" กับ "อารมณ์ภาพแบบฟิล์ม"
เพราะอารมณ์แบบภาพยนตร์มันไม่มีตัวชี้วัดหรอกครับ มันเป็นเรื่องของเจตนาหรือจุดประสงค์
เพราะภาพยนตร์เรื่องหนึ่งๆ ผู้กำกับจะเลือกใช้ภาพแบบไหนจากวิธีไหนก็ได้

คำว่า ภาพยนตร์ มันคือการสื่อสารเรื่องราวด้วยภาพเคลื่อนไหว ไม่ได้แปลว่า ภาพอารมณ์แบบฟิล์ม
(ฟิล์มคือระบบที่ใช้ถ่ายภาพยนตร์ได้เป็นตัวแรกๆเท่านั้นเอง เพราะไม่มีตัวเลือกอื่น และในยุคต่อๆมา ก็ยังไม่มีตัวเลือกที่ให้ภาพเป็นที่น่าพอใจมากกว่า
หรือเทียบเท่าฟิล์มจนถึงทุกวันนี้)

งานคุณแต้ ผมถือว่ามันคือภาพยนตร์ เพราะเจตนาของคุณแต้คือ ภาพยนตร์
แต่สไตล์ภาพไม่ใช่สไตล์ฟิล์มเท่านั้น (ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ดี)
ระดับ : สมาชิก IIII
โพสต์
53
เงิน
1680
ความดี
2016
เครดิต
1727
จิตพิสัย
1879
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 15#  โพสต์เมื่อ: 2011-05-04
เอา Version Film Look มาให้ดูครับ ผมทำแค่ Color Corrector เท่านั้น ภาพอาจจะไม่ชัดเท่าไหร่ เพราะ โหลดงาน จากเวปมาแก้อีกที และโทนสีอาจเพี้ยนไปบ้างเพราะไม่ได้ทำ Color Corrector จากต้นฉบับโดยตรงครับ นี่เป็นเพียง หนึ่งความเห็นของผม เพื่อการพัฒนาของหนังครับ

http://www.youtube.com/watch?v=O5qhlE32tug
บันทึกคะแนนนี้โพสต์ล่าสุด: รวม 1 คะแนน ซ่อน
littletime ความดี +1 2011-05-05 ขอบคุณครับ
ระดับ : สมาชิก III
โพสต์
32
เงิน
668
ความดี
634
เครดิต
549
จิตพิสัย
684
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 14#  โพสต์เมื่อ: 2011-05-04
ผมว่ามันขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ผู้กำกับแต่ล่ะคนมากกว่านะครับ

จะบอกว่าผิดก็ไม่ได้จะถูกก็ไม่ได้อีกเช่นกัน

ถ้าผู้กำกับอยากได้อย่างไหนเราก็ต้องตามผู้กำกับเขาน่ะครับ  เพราะรสนิยมเขาชอบแบบนั้นซึ่งบางครั้งต่างจากเรา

1. แล้วแต่ภาพนะครับ ปรกติผมปรับ50-60  ex. อย่างฉากเด็กวิ่งเล่นในโคลนในเรื่องสวรรค์บ้านนา
พี่ต้อยเขาถ่ายด้วยสปีด1600 ก็เพราะอยากเห็นโคลนเป็นเม็ดๆ (อันนี้ทราบเพราะได้พูดคุยกับเจ้าตัวเขาเองน่ะครับ)

2. เรื่องสีมันก็มีผลทางอารมณ์นะครับ แต่บางครั้งก็มักถูกใช้เป็นการบอกสไตล์ของผู้กำกับแต่ล่ะคน
ex. เช่น หว่องกาไว ที่มักใช้โทนสีที่ฉูดฉาดมากๆ ล่ะบางครั้งภาพถูกย้อมสีจนผิดเพี้ยนจากความจริง

3. ถ้า Hand Held ทำให้ภาพยนตร์ดูไม่โปรงั้นทำไม  The Blair Witch Project / [REC] / Cloverfield ฯลฯ เป็นที่รู้จักในวงกว้างล่ะครับ
ช่างภาพเก่งๆ อย่าง Emmanuel Lubezki / Christopher Doyle พวกเขาก็มีเอกลักษณ์ในการใช้มือเปล่าๆ กับกล้องครับ

ต่างทั้งนี้ยังไงเราก็ต้องทำตามที่ผู้กำกับเขาอยากจะได้น่ะครับ ถ้าเป็นหนังคุณเจ้ย อภิชาติพงศ์ เขาก็คงไม่อยากใช้ภาพแบบ HandHeld

ปล.นี่เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ
โพสต์
1215
เงิน
27382
ความดี
25465
เครดิต
27374
จิตพิสัย
30396
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 13#  โพสต์เมื่อ: 2011-05-04
เรื่องแบบนี้คุยกันแล้วยาว แค่เห็นแตกต่างอาจเกิดการปากแตกได้

แต่สำหรับผมแล้ว เรื่องเหล่านี้ไม่มีถูกและผิดครับ เพราะมันคืองานศิลปะ มันคือเรื่องของรสนิยมของแต่ละคน

คนทำ ต้องการสื่อสารออกมาแบบนี้ จึงถ่ายทอดออกมาแบบนี้

คนดู ต้องการดูแบบนี้ จึงบอกไปแบบนี้

เมื่อความต้องการของคนสองคนไม่เหมือนกัน แต่ต้องมายืนอยู่ร่วมกัน มันจึงเกิดการถกเถียงครับ

ถ้าให้ผมตอบนะ

ข้อ1. มีผลจริงในเรื่องความสมบูรณ์ ของภาพครับ แต่ไม่ใช่ว่า ภาพที่สมบูรณ์ต้องเนียนนะ ความสมบูรณ์ของแต่ละคนไม่เท่ากัน

ข้อ2.สี มีผลในเรื่องของอารมณ์เป็นอย่างมากครับ โทนร้อน โทนเย็น มันจะช่วยส่งผลในด้วนของอารมณ์ แต่จะใช้แบบว่า แตกต่างออกมาได้มั๊ย ดุเดือด ร้อน คนทะเลาะกัน แต่ผมอยากใช้โทนเย็น  นั้งคุยกันแบบหวานละมุน ผมอยากใช้สีโทนร้อน สำหรับผมแล้ว มันได้ครับ เพราะมันเป็นเรื่องทอง รสนิยม

ข้อ3.อันนี้มันมีทฤษฏีอันนึง เรียกว่า ภาษาภาพ ครับ ข้อนี้มีผลจริงในเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก การสื่อสาร ซึ่งจะไปโยงกับ มิสซองแซงด้วย เป็นศิลปะภาพยนต์ขั้นสูง ไม่ได้ตายตัว แล้วแต่ รสนิยมอีกเช่นกัน

จบแต่เพียงเท่านี้
โลกใบนี้ไม่มีโดเรมอนเราจึงไม่ควรทำตัวเหมือนโนบิตะ
โพสต์
644
เงิน
16847
ความดี
14761
เครดิต
14339
จิตพิสัย
20875
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 12#  โพสต์เมื่อ: 2011-05-04
อ้างอิง
อ้างอิงโพส 9 ต้นฉบับโพสโดย jobfilm เมื่อ 2011-05-04 06:10  :
(ภาพยนตร์ = ภาพที่เกิดจากจินตนาการและถ่ายทอดออกมาในมุมมองของผู้กำกับ ฯลฯ ส่วนคำว่าภาพยนต์ = ภาพที่เกิดจากการควบคุมโดยเครื่องจักรนะครับระวังอย่าพิมพ์ผิดเดี๋ยวความหมายเปลี่ยนไปนะครับ อิอิ)
พึ่งได้ดูหนังสั้นเมื่อกี้ และได้อ่านคอมเม้นในหลายท่าน มีเรื่องของการเกิดอารมณ์ แล้วหละ 555
อย่าซีเรียสนะครับในเมื่อมีการเผยแพร่ย่อมมีการวิจารณ์เป็นเรื่องธรรมดาครับ ส่วนผมไม่ได้มาวิจารณครับแค่มาดูแล้วลองวิเคราะห์ออกมาจากสาเหตุและปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างครับ เริ่มจากข้อที่ 1.Shutter Speed มีผลกับภาพโดยตรงแน่นอนครับขอท้าวความก่อนว่า shutter speedกับ frame rate มีผลยังไงบ้างนะ คือ จากอดีตจนถึงปัจจุบันการถ่ายภาพยนตร์ก็ได้ข้อสรุปว่า การถ่ายที่ 24 fps นั้นเป็นการเคลื่อนไหวที่สายตาของมนุษย์นั้นมองเป็นภาพเคลื่อนไหวมากที่สุด และสาเหตุต่อมาคือเรื่องของ Motion Blur ที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุดคือต้องใช้ Shutter Speed ที่ 1/48 หรือเป็น 2 เท่าของ fps และในระบบโทรทัศน์ที่เป็น PAL=25 fps ใช้ shutter speed 1/50 และ NTSC = 30 ใช้ shutter speed 1/60 ตามลำดับทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาของ flicker ไฟกระพริบด้วยอาจมีการปรับขึ้นลงบ้างอันนี้เป็นส่วนของการถ่ายให้ภาพดูแบบปกติทั่วไปนะครับ ส่วนการถ่าย Shutter Speed ที่ต่ำกว่านี้ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันอย่างที่บอกเพื่อให้เกิดอารมณ์ของภาพอีกรูปแบบหนึ่ง เอฟเฟคของภาพที่ได้ก็จะเกิดขึ้นกับการเคลื่อนไหวเร็วๆ แล้วเกิดภาพแบบ Motion Blur มากๆ ยกตัวอย่างเช่นหนังของหว่องกาไว ครับจะใช้อย่างงี้ ส่วน Shutter Speed เยอะๆจะใช้กับถ่ายพวกสิ่งที่หมุนเร็วๆอย่าง พัดลม หรือล้อรถ ที่หมุนครับ เพื่อให้เกิดการ Sync ระหว่างหล้อรถ กับ shutter speed เพื่อให้เกิด Motion Blur ที่ดูสวยงามครับ ส่วนในกรณีของคุณแต้ทำถูกต้องแล้วครับในการถ่ายทำใน Shutter Speed ที่ 1/50 หรือ 1/100 ซึ่งคุณแต้ไม่ต้องการเอฟเฟคอะไรอย่างที่กล่าวมาข้างต้นครับ แต่เท่าที่ดูใน Clip นี้ปัญหาน่าจะเกิดจากการ ConvertCodec จาก HD มาเป็น SD แล้วใส่ Field เป็น Interlace ทำให้ภาพที่มี Motion Blur นั้นเป็นเส้นๆ ครับไม่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทำแต่อย่างใด แต่หากเกิดขึ้นกับขั้นตอนโพสครับ
2. Color Correction คือ จริงๆ แล้วขั้นตอนนี้ไม่ใช่แค่การแก้สีแค่นั้น แต่หากเป็นขั้นตอนที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าขั้นตอนอื่นๆ เลย คือ การที่ปรับบาลานซ์ของแสงทั้งค่า Hue,Saturate,Luminance (HSL) Contrast เพื่อให้ภาพที่ถ่ายมานั้นมีน้ำหนักและสามารถนำไปฉายแล้วได้ตามที่เราต้องการ ส่วนเรื่องของ Film Look คืออะไร นั้นสามารถอธิบายได้หลักๆ คือในส่วนของ Dynamic Range, Latitude ของภาพที่ฟิล์มสามารถแสดงค่าของแสงออกมาทั้ง 3 ย่าน คือ Shadow,Midtone,Highlight ได้อย่างครบถ้วนทำให้ภาพมีมิติดูแล้วอิ่มกว่าสบายตาครับ (ส่วนในดิจิทัลยังต้องเข้าใจในส่วนนี้พอสมควรครับกับเรื่องของการ Burn หรือ Over ไปทำให้รายละเอียดของภาพหายไป และเรื่องของ Contrast ที่จัดมาก ทำให้เรามองเห็นแล้วดูเป็น VDO Look อีกส่วนก็คือเรื่องของสีครับ หรือ Mood & Tone ที่จะปรับสีไปทิศทางของอุณหภูมิสีไหนและส่งผลต่ออารมณ์ของคนดูอย่างไรซึ่งรายละเอียดอันนี้เยอะมากครับในเรื่องของ Visual Reception ผมจะยกตัวอย่างเช่น เรื่อง Sweny Todd จะเห็นได้อย่างชัดเจนใน Scene ที่ จอนนี่เดปมีความสุขภาพจะออกไปทางวอมโทน แสงสีส้มๆ พอใน Scene เศร้าๆอย่างตอนที่จอนนี่เดปเป็นฆาตกรภาพจะออกไปทางเทาๆ ปนสีฟ้าครับ ในส่วนภาพของคุณแต้ถือว่าถ่ายมาได้ดีเลยทีเดียว มุมภาพสวย และเก็บรายละเอียดได้ครบ แต่ก็มีบางช๊อต Over บ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะเป็นธรรมชาติของการถ่ายในห้องแล้วเห็นแสงสว่างกระทบตึกข้างนอกที่ดูจะเป็นเนื้อเดียวกัน เนื่องจากธรรมชาติของกล้อง Canon ที่เก็บ Latitude ได้แค่ +- 9 Stop ซึ่งต่างจากกล้องรุ่นใหญ่ที่เก็บได้มากว่า สรุปคือเรื่องสีในหนังเรื่องนี้ผมถือว่าโอเคแล้วครับ อาจจะมีแค่ปรับตอน Flash Back ให้ดููแตกต่างจากปัจจุบันหน่อย หรือมีเรื่องของ Transition อะไรเข้ามาเพื่อเป็นการตัดบอกช่วงเวลา นี่คือข้อเสนอแนะนะครับ
3. Hand Held (ไม่ใช่ Hand Help นะครับ) การใช้รูปแบบการถ่ายแบบนี้ผมเชื่อว่าการถ่ายหนังแน่นอนย่อมมี Tripod หรือขาตั้งกล้องแน่นอนครับ แต่จะเลือกใช้ในช็อตไหนเท่านั้นเอง มาพูดถึงเรื่องการ Hand Held กันก่อนดีกว่าผมว่าจริงๆ แล้วช็อตต่างๆ สำหรับในภาพยนตร์มีการออกแบบมาแล้วในขั้นตอนการพรีโปรดักชั่น ว่าต้องถ่ายในรูปแบบใด หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าหนังเสร็จไปแล้ว 70 % ส่วนที่เหลือก็คือขั้นตอนการถ่าย และทำโพสหละครับ (ต่างจากงานแต่งอาจต้องมีการคิดช็อตในเหตุการณ์เฉพาะหน้า) การถ่ายแบบ Hand Held กับการใช้ขา นั้นมันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับช็อตนั้นๆ มากกว่านะครับ ความหมายของภาพที่เกิดจาก Hand Held มีหลายความหมายมาก เช่น หนังที่ต้องการความสมจริงเหมือนสารคดีที่อยากได้ภาพแบบดูสมจริงกับเหตุการณ์ ส่วนอีกอย่างคือต้องการจะเล่าเรื่องผ่าน Camera Movment คือต้องการภาพที่เกิดขึ้นนั้นเพื่อให้คนดูรู้สึกอึดอัด ว่าสองคนนั้นมีปมอะไรขัดแย้งกันหรือไม่ ตามความเข้าใจของผมที่ดูหนังคุณแต้นะครับ นี่คือความเห็นของผมนะครับ บางช็อตอาจต้องมีการใช้ขาตั้งช่วยบ้างเพื่อช่วยให้ดูแล้วพักสายตาบ้าง (การใช้ขาตั้งไม่ใช่หมายความว่าต้องถ่ายเฟรมนิ่งๆ อย่างเดียวแต่ก็สามารถส่ายกล้องให้เฟรมมีการขยับบ้างเพื่อเลี้ยงเฟรม) ปัญหาคือกล้อง Canon มีเรื่องของ Rolling Shutter มาเกี่ยวข้องทำให้เกิดภาพล้มในการขยับกล้องอย่างเร็วเนื่องจากล้อง Scan ภาพบนลงล่างไม่ทัน ทำให้ดูภาพแล้วรู้สึก มันสั่นมากผิดปกติอันนี้คือปัญหาใหญ่ของกล้อง Canon ถ้าเข้าใจธรรมชาติของกล้องที่เราใช้เป็นการสื่อสารกับคนดูได้อย่างถูกต้องแล้วคนดูมีอารมณ์ความรู้สึกตามที่เราพยายามสร้างมันขึ้นมาในทุกกระบวนการแล้ว อันนี้ต้องรวมถึงการจัดเซ็ต ฉาก เสื้อผ้้า มิสอองแซง และอีกหลายๆ อย่าง ทุกอย่างเป็นสุนทรียภาพทางภาพยนตร์ทั้งนั้นครับ เย้จบแล้ว เป็นแค่ หนึ่งความเห็นของผมนะครับตามที่ผมได้เรียนฟิล์ม และได้ศึกษามาผิดถูกอย่างไรช่วยแก้ไขด้วยครับ แนะนำคุณแต้มีหนังสือที่ Kinokuniya ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจำพวกนี้ครับชื่อว่า Filmaker eye รับรองได้มุมมองดีของคนสร้างหนังรุ่นก่อนเยอะมากครับ
.......


ชัดเจนเปลี่ยนครับ

ภาพยนตร์คือการเล่าเรื่องโดยที่มีภาพเป็นพระเอกครับ สำหรับผม ยุคนี้คือยุคที่จินตนาการไปได้ไกลเพราะอุปกรณ์ซัพพอร์ตมาก ดังนั้นที่เราต้องทำก็คือการเอาความรู้เชิงเทคนิคทั้งหมดมาใช้ในการเล่าเรื่องโดยผ่านอุปกรณ์ที่เราใช้ ดังนั้นทุกภาพที่เราใช้จึงควรตอบรับวัตถุประสงค์ของหนังครับ

นอกเหนือจากเรื่องเทคนิค ยังมีเรื่องแนวคิดอีกมากมายครับที่จะทำหนังงานที่เราถ่ายมีความรู้สึกแบบภาพยนตร์ครับ
เหมือนจะเคยมีกระทู้เก่าๆพูดถึงเรื่องนี้นะครับ
ด้วยความเคารพ
ระดับ : สมาชิก VI
โพสต์
227
เงิน
3153
ความดี
3436
เครดิต
4180
จิตพิสัย
3269
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 11#  โพสต์เมื่อ: 2011-05-04
shutter speed ถ้าไม่ได้หมายถึง 24 กับ 25 ก็น่าจะเป็นความเป็น motion blur ของภาพครับ เป็นเทคนิค ใช้ได้หมดแล้วแต่ผู้กำกับ

color correct มีผลกับภาพจริงครับ เพราะเราไม่ได้ทำ home video แต่กำลังทำ หนังสั้น จัดเป็นรสนิยมบังคับไม่ได้
เพราะ film ยังมีการ telecine การกระจายของสี จึงไม่นิยมทำสีให้เหมือนกับที่ตาเรามองเห็นจริงๆ
ไม่ได้หมายถึงสีอย่างเดียว รวมไปถึงความต่างช่วงสีระหว่าง highlight - shadow ด้วย
หนังฝรั่งแสง Highlight สว่างสุดจะอยู่ที่แววตา เพื่อแสดงอารมณ์ ลองสังเกตดูครับ
ฉากพูดคุย-อารมณ์ทั้งหลาย ต้องมีแสงมาที่ดวงตา ถ้าแสงแววตาตัวละครไม่เด่น ก็อาจสื่อไม่ถึงอารมณ์ครับ
ซึ่งสำหรับหนัง ภาพและเสียงต้องไปด้วยกันเสมอ

hand held เป็นเทคนิค ไม่ผิด ใช้ได้กับทุกเรื่องแล่ะครับโดยเฉพาะหนังอินดี้

ลองดูหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้นะครับ เงียบๆ อินดี้ๆ >> 9/15 ซับไทย
โพสต์
1225
เงิน
26996
ความดี
26172
เครดิต
27224
จิตพิสัย
24655
จังหวัด
* ต่างประเทศ *

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 10#  โพสต์เมื่อ: 2011-05-04
คุณแต้ไม่รู้อะไร แบบนี้เขาเรียกอารมณ์อินดี้ครับ แฮ ๆ
โพสต์
420
เงิน
10004
ความดี
8399
เครดิต
7587
จิตพิสัย
6783
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 9#  โพสต์เมื่อ: 2011-05-04
(ภาพยนตร์ = ภาพที่เกิดจากจินตนาการและถ่ายทอดออกมาในมุมมองของผู้กำกับ ฯลฯ ส่วนคำว่าภาพยนต์ = ภาพที่เกิดจากการควบคุมโดยเครื่องจักรนะครับระวังอย่าพิมพ์ผิดเดี๋ยวความหมายเปลี่ยนไปนะครับ อิอิ)
พึ่งได้ดูหนังสั้นเมื่อกี้ และได้อ่านคอมเม้นในหลายท่าน มีเรื่องของการเกิดอารมณ์ แล้วหละ 555
อย่าซีเรียสนะครับในเมื่อมีการเผยแพร่ย่อมมีการวิจารณ์เป็นเรื่องธรรมดาครับ ส่วนผมไม่ได้มาวิจารณครับแค่มาดูแล้วลองวิเคราะห์ออกมาจากสาเหตุและปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างครับ เริ่มจากข้อที่ 1.Shutter Speed มีผลกับภาพโดยตรงแน่นอนครับขอท้าวความก่อนว่า shutter speedกับ frame rate มีผลยังไงบ้างนะ คือ จากอดีตจนถึงปัจจุบันการถ่ายภาพยนตร์ก็ได้ข้อสรุปว่า การถ่ายที่ 24 fps นั้นเป็นการเคลื่อนไหวที่สายตาของมนุษย์นั้นมองเป็นภาพเคลื่อนไหวมากที่สุด และสาเหตุต่อมาคือเรื่องของ Motion Blur ที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุดคือต้องใช้ Shutter Speed ที่ 1/48 หรือเป็น 2 เท่าของ fps และในระบบโทรทัศน์ที่เป็น PAL=25 fps ใช้ shutter speed 1/50 และ NTSC = 30 ใช้ shutter speed 1/60 ตามลำดับทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาของ flicker ไฟกระพริบด้วยอาจมีการปรับขึ้นลงบ้างอันนี้เป็นส่วนของการถ่ายให้ภาพดูแบบปกติทั่วไปนะครับ ส่วนการถ่าย Shutter Speed ที่ต่ำกว่านี้ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันอย่างที่บอกเพื่อให้เกิดอารมณ์ของภาพอีกรูปแบบหนึ่ง เอฟเฟคของภาพที่ได้ก็จะเกิดขึ้นกับการเคลื่อนไหวเร็วๆ แล้วเกิดภาพแบบ Motion Blur มากๆ ยกตัวอย่างเช่นหนังของหว่องกาไว ครับจะใช้อย่างงี้ ส่วน Shutter Speed เยอะๆจะใช้กับถ่ายพวกสิ่งที่หมุนเร็วๆอย่าง พัดลม หรือล้อรถ ที่หมุนครับ เพื่อให้เกิดการ Sync ระหว่างหล้อรถ กับ shutter speed เพื่อให้เกิด Motion Blur ที่ดูสวยงามครับ ส่วนในกรณีของคุณแต้ทำถูกต้องแล้วครับในการถ่ายทำใน Shutter Speed ที่ 1/50 หรือ 1/100 ซึ่งคุณแต้ไม่ต้องการเอฟเฟคอะไรอย่างที่กล่าวมาข้างต้นครับ แต่เท่าที่ดูใน Clip นี้ปัญหาน่าจะเกิดจากการ ConvertCodec จาก HD มาเป็น SD แล้วใส่ Field เป็น Interlace ทำให้ภาพที่มี Motion Blur นั้นเป็นเส้นๆ ครับไม่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทำแต่อย่างใด แต่หากเกิดขึ้นกับขั้นตอนโพสครับ
2. Color Correction คือ จริงๆ แล้วขั้นตอนนี้ไม่ใช่แค่การแก้สีแค่นั้น แต่หากเป็นขั้นตอนที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าขั้นตอนอื่นๆ เลย คือ การที่ปรับบาลานซ์ของแสงทั้งค่า Hue,Saturate,Luminance (HSL) Contrast เพื่อให้ภาพที่ถ่ายมานั้นมีน้ำหนักและสามารถนำไปฉายแล้วได้ตามที่เราต้องการ ส่วนเรื่องของ Film Look คืออะไร นั้นสามารถอธิบายได้หลักๆ คือในส่วนของ Dynamic Range, Latitude ของภาพที่ฟิล์มสามารถแสดงค่าของแสงออกมาทั้ง 3 ย่าน คือ Shadow,Midtone,Highlight ได้อย่างครบถ้วนทำให้ภาพมีมิติดูแล้วอิ่มกว่าสบายตาครับ (ส่วนในดิจิทัลยังต้องเข้าใจในส่วนนี้พอสมควรครับกับเรื่องของการ Burn หรือ Over ไปทำให้รายละเอียดของภาพหายไป และเรื่องของ Contrast ที่จัดมาก ทำให้เรามองเห็นแล้วดูเป็น VDO Look อีกส่วนก็คือเรื่องของสีครับ หรือ Mood & Tone ที่จะปรับสีไปทิศทางของอุณหภูมิสีไหนและส่งผลต่ออารมณ์ของคนดูอย่างไรซึ่งรายละเอียดอันนี้เยอะมากครับในเรื่องของ Visual Reception ผมจะยกตัวอย่างเช่น เรื่อง Sweny Todd จะเห็นได้อย่างชัดเจนใน Scene ที่ จอนนี่เดปมีความสุขภาพจะออกไปทางวอมโทน แสงสีส้มๆ พอใน Scene เศร้าๆอย่างตอนที่จอนนี่เดปเป็นฆาตกรภาพจะออกไปทางเทาๆ ปนสีฟ้าครับ ในส่วนภาพของคุณแต้ถือว่าถ่ายมาได้ดีเลยทีเดียว มุมภาพสวย และเก็บรายละเอียดได้ครบ แต่ก็มีบางช๊อต Over บ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะเป็นธรรมชาติของการถ่ายในห้องแล้วเห็นแสงสว่างกระทบตึกข้างนอกที่ดูจะเป็นเนื้อเดียวกัน เนื่องจากธรรมชาติของกล้อง Canon ที่เก็บ Latitude ได้แค่ +- 9 Stop ซึ่งต่างจากกล้องรุ่นใหญ่ที่เก็บได้มากว่า สรุปคือเรื่องสีในหนังเรื่องนี้ผมถือว่าโอเคแล้วครับ อาจจะมีแค่ปรับตอน Flash Back ให้ดููแตกต่างจากปัจจุบันหน่อย หรือมีเรื่องของ Transition อะไรเข้ามาเพื่อเป็นการตัดบอกช่วงเวลา นี่คือข้อเสนอแนะนะครับ
3. Hand Held (ไม่ใช่ Hand Help นะครับ) การใช้รูปแบบการถ่ายแบบนี้ผมเชื่อว่าการถ่ายหนังแน่นอนย่อมมี Tripod หรือขาตั้งกล้องแน่นอนครับ แต่จะเลือกใช้ในช็อตไหนเท่านั้นเอง มาพูดถึงเรื่องการ Hand Held กันก่อนดีกว่าผมว่าจริงๆ แล้วช็อตต่างๆ สำหรับในภาพยนตร์มีการออกแบบมาแล้วในขั้นตอนการพรีโปรดักชั่น ว่าต้องถ่ายในรูปแบบใด หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าหนังเสร็จไปแล้ว 70 % ส่วนที่เหลือก็คือขั้นตอนการถ่าย และทำโพสหละครับ (ต่างจากงานแต่งอาจต้องมีการคิดช็อตในเหตุการณ์เฉพาะหน้า) การถ่ายแบบ Hand Held กับการใช้ขา นั้นมันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับช็อตนั้นๆ มากกว่านะครับ ความหมายของภาพที่เกิดจาก Hand Held มีหลายความหมายมาก เช่น หนังที่ต้องการความสมจริงเหมือนสารคดีที่อยากได้ภาพแบบดูสมจริงกับเหตุการณ์ ส่วนอีกอย่างคือต้องการจะเล่าเรื่องผ่าน Camera Movment คือต้องการภาพที่เกิดขึ้นนั้นเพื่อให้คนดูรู้สึกอึดอัด ว่าสองคนนั้นมีปมอะไรขัดแย้งกันหรือไม่ ตามความเข้าใจของผมที่ดูหนังคุณแต้นะครับ นี่คือความเห็นของผมนะครับ บางช็อตอาจต้องมีการใช้ขาตั้งช่วยบ้างเพื่อช่วยให้ดูแล้วพักสายตาบ้าง (การใช้ขาตั้งไม่ใช่หมายความว่าต้องถ่ายเฟรมนิ่งๆ อย่างเดียวแต่ก็สามารถส่ายกล้องให้เฟรมมีการขยับบ้างเพื่อเลี้ยงเฟรม) ปัญหาคือกล้อง Canon มีเรื่องของ Rolling Shutter มาเกี่ยวข้องทำให้เกิดภาพล้มในการขยับกล้องอย่างเร็วเนื่องจากล้อง Scan ภาพบนลงล่างไม่ทัน ทำให้ดูภาพแล้วรู้สึก มันสั่นมากผิดปกติอันนี้คือปัญหาใหญ่ของกล้อง Canon ถ้าเข้าใจธรรมชาติของกล้องที่เราใช้เป็นการสื่อสารกับคนดูได้อย่างถูกต้องแล้วคนดูมีอารมณ์ความรู้สึกตามที่เราพยายามสร้างมันขึ้นมาในทุกกระบวนการแล้ว อันนี้ต้องรวมถึงการจัดเซ็ต ฉาก เสื้อผ้้า มิสอองแซง และอีกหลายๆ อย่าง ทุกอย่างเป็นสุนทรียภาพทางภาพยนตร์ทั้งนั้นครับ เย้จบแล้ว เป็นแค่ หนึ่งความเห็นของผมนะครับตามที่ผมได้เรียนฟิล์ม และได้ศึกษามาผิดถูกอย่างไรช่วยแก้ไขด้วยครับ แนะนำคุณแต้มีหนังสือที่ Kinokuniya ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจำพวกนี้ครับชื่อว่า Filmaker eye รับรองได้มุมมองดีของคนสร้างหนังรุ่นก่อนเยอะมากครับ
ดูเพิ่มเติม บันทึกคะแนนนี้โพสต์ล่าสุด: รวม 11 คะแนน ซ่อน
jc99008jc ความดี +1 2011-05-05 -
yodsoi15 ความดี +1 2011-05-05 ชัดเจนสุดๆ
thejacks ความดี +5 2011-05-04 ถูกใจมากๆ
tanum ความดี +10 2011-05-04 เอาไป10เลยพี่
vfspostwork ความดี +1 2011-05-04 เห็นด้วย 100%
rotcerid ความดี +1 2011-05-04 บางเรื่องเพิ่งรู้ กวกๆๆๆ
nunaz ความดี +1 2011-05-04 ขอบคุณ:ความรู้&ประสบการณ์ทั้งนั้น
sornyorn ความดี +1 2011-05-04 ขอบคุณครับสำหรับรู้มากมาย
foolmoon ความดี +1 2011-05-04 เจ๋งครับ
littletime ความดี +1 2011-05-04 กด Like
โพสต์
2938
เงิน
58400
ความดี
38732
เครดิต
38299
จิตพิสัย
54804
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 8#  โพสต์เมื่อ: 2011-05-04
ถ้าหนังต้องจูนสี งี้หนังขาวดำก็ไม่ได้เป็นหนังสิ
โพสต์
1168
เงิน
213
ความดี
29205
เครดิต
30232
จิตพิสัย
35008
จังหวัด
ขอนแก่น

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 7#  โพสต์เมื่อ: 2011-05-04
เืรื่องอื่นผมไม่มีความรู้เ่ท่าไหร่ครับ แต่เรื่องไม่ใช่ขาตั้งกล้องแล้วไม่โปรนี่ผมว่าไ่ม่จริงนะ

การถือกล้องด้วยมือ มันให้อารมณ์ไปอีกแบบเหมือนกันนะครับผมว่า มันดูมีการเคลื่อนไหว เหมือนเป็นมุมมองที่มองผ่านจากสายตาของคนอีกคน
รายละเอียดไฟล์แนบ
กล่องตอบกลับด่วน

คุณไม่มีสิทธิ์ใช้งานส่วนนี้, กรุณาเข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้