สมาชิก สถิติฟอรั่ม ธนาคาร
  • 14450เข้าชม
  • 4ตอบกลับ

ห้องเรียนหนังตอนที่ 4 แนวหนัง หนังแนว

โพสต์
644
เงิน
16847
ความดี
14761
เครดิต
14339
จิตพิสัย
20875
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

ห้องเรียนหนังออนไลน์ 4 
แนวหนัง


แนวหนังนะครับ ไม่เหมือนกับหนังแนวๆ

แนวหนังหรือรูปแบบของหนังคือ แนวหนังนั่นแหละ โดยที่เมืองนอกเมืองนาเขาเรียกกันว่า Genre บ้างก็บอกว่าเป็นภาษาอังกฤษ อ่านว่า เจน บ้างก็ย้อนกลับไปที่รากกลับไปหาพี่น้องลูมิแอร์ที่ฝรั่งเศษ ก็จะเรียกว่า ฌอง (อ่านว่า ชอง ครับ)แต่ในประเทศไทยผมมักจะได้ยินคำว่าเจนกันมากกว่า เอาเป็นว่าเพื่อไม่ให้เป็นการน่าแตกก็ขอเรียกกันแบบไทยๆกันไปเลยว่า "แนวหนัง" แล้วกันครับ




หลังจากที่ภาพยนตร์กลายมาเป็นสื่อเชิงพานิชย์ออกฉายในวงกว้างแล้ว จากการบันทึกภาพอะไรก็ได้มาฉาย จากการสร้างโครงเรื่องหลวมๆแล้วมาฉาย มันก็ต้องมีความจริงจังมากขึ้น เพราะว่าการแข่งขันมันมากขึ้นนั่นเอง แนวหนังก็เลยถือกำเนิดขึ้นแบบชัดเจนเพื่อให้คนสร้างจับกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น เพื่อกรอบในความชัดของการนำเสนอของหนัง และเพื่อผลของรายได้แบบหวังผลได้ครับ 


อย่างเช่นถ้าจะเอากลุ่มคนดูผู้ชายในวัยผู้ใหญ่หน่อย หนังที่จะสร้างน่าจะต้องเป็นหนังแอคชั่น หรือว่ากลับกัน เรามีหนังแอคชั่นอยู่ในมือเรามันก็น่าจะเป็นชิ้นงานที่ขายผู้ชายวัยผู้ใหญ่ เมื่อมันเรียกง่ายขึ้น มีแนวทางชัดเจน คนออกตังค์ก็จะบอกได้ว่าเขาจะลงทุนทำมั๊ย จะคุ้มหรือไม่คุ้มอย่างไร ก็ทำให้เกิดความชัดเจนขึ้นครับ 


ทีนี้พอหนังมันมีชื่อเรียกมันก็เกิดเป็นการทำซ้ำๆ การทดลองทำเรื่อยๆ หลายๆครั้ง มันก็เลยเกิดขนบของหนังแต่ละแนวขึ้น และมีคำจำกัดความที่ชัดเจนขึ้น และมันก็กลายเป็นหนึ่งในทฤษฏีของภาพยนตร์ในที่สุด...




ตอนนี้เราลองมาดูกันว่า แนว (Genre) ของหนังมีอะไรบ้าง


แรกเริ่มเลยครับ ภาพยนตร์มีแนวทางหลักๆออกมาเพียงไม่กี่แนวทาง เช่น


Action  Romantic  Drama  Comedy  Horror  


กลุ่มนี้ผมเรียกว่ากลุ่มหลักกลุ่มแรก สังเกตุดีๆมันเหมือนกับจะแบ่งตามอารมณ์ของเืรื่อง 


Action - หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่าหนังบู๊ ภาษาอังกฤษยังพอเข้าใจ แต่ยังไม่เคยศึกษาว่าทำไมของไทยถึงเรียก     
         ว่าหนังบู๊ หนังแนวทางนี้จะว่าด้วยการต่อสู้ความรุนแรง การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา อารมณ์ที่ขาดไม่
         ได้ในหนังแนวนี้เลยคือความมันส์ ความสะใจ


Romantic - อันนี้หนังจะว่าด้วยเรื่องความรักครับ ชี้ชัดลงไปอีกจะเป็นความรักเฟ้อฝันออกไปทางความรักแบบหนุ่มสาว 
           ตัวละครต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆนาๆเพื่อให้ตัวเองได้สมหวังในความรัก 


Drama - หนังชีวิต หนังที่มีความเข้มข้นจริงจังในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในชีวิต หนังแนวสู้เพื่อฝัน หนัง 
        อัตชีวประวัติ หนังว่าด้วยเรื่องปัญหาครอบครัว หนังที่ว่าด้วยปัญหาของคน ล้วนอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งสิ้น คติสอนใจ
        หรือแนวคิด ในหนังแนวนี้มันจะค่อนข้างปรากฏได้เด่นชัด


Comedy - ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่านี่คือหนังตลก เมื่อโลกมันเครียด คนต้องการเสียงหัวเราะ หนังตลกจึงเป็นอีกแนวนึงที่ได้
         รับความนิยมเป็นอย่างมากในทุกยุคทุกสมัย เพราะว่าคนก็ยังคงต้องการเสียงหัวเราะ หนังตลกนี้ยังมีการแยก
         ย่อยออกไปอีกเพื่อให้เกิดความชัดเจนครับ เช่นตลกเสียดสี ตลกล้อเลียน ตลกเจ็บตัว ตลกทะลึ่ง ซึ่งตรงนี้
         สำคัญ เพราะว่ารสนิยมแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนไม่ชอบตลกเจ็บตัว แต่ชอบตลกล้อเลียน ดังนั้นก่อนทำ
         ตรงนี้ควรจะชัดครับ เพื่อความไม่มั่ว


Horror - ว่าด้วยความสยองขวัญ ขนหัวลุก สยองลึกๆเข้าไปในหัวใจ หนังแนวนี้มักจะสยองในบรรยากาศ และแนวนี้ก็มี
         แนวทางที่คลานตามกันออกมาที่ทำให้เราสับสนในการเรียกอีกครับ นั่นคือ Suspense และ Thriller 
         อธิบายง่ายๆ Suspense ก็คือหนังที่มีปม มีการต้องสืบสวน สอบสวน หรือคนดูต้องเก็บปมเหล่านั้นเพื่อรอ 
         รับการเฉลยในไคลแม็กซ์ มีการหักมุมบ้างก็ได้ในตอนท้าย เช่นแนวทางแบบ Who done it หรือใครฆ่า 
         ส่วน Thriller นั้นถ้าเป็นภาษาไทยเราจะเรียกว่าแนวระทุกขวัญ ทำให้เิกิดอาการหายใจไม่ทั่วท้อง หนัง
         พวกฆาตกรไล่เชือดก็มักจะอยู่แนวทางนี้ครับ (ซึ่งหลังยุค Halloween หนังแนวนี้ก็มีชื่อเรียกต่อมาอีกว่า 
         Slasher film)


เมื่อหนังดำตามแนวทางนี้จนคนดูเริ่มจับไต๋ได้และเริ่มเบื่อหน่าย ก็มีการควบรวมกิจการกันเกิดขึ้นครับ เอา Action มารวมกับ Comedy เอา Horror Suspense Thriller มารวมกัน อะไรทำนองนี้ก็เกิดหนังแนวต่างๆมากขึ้น




จากนั้นก็เกิดการแบ่ง Gerne ขึ้นมาเป็นอีกรูปแบบ ถ้าเมื่อกี๊เป็นการแบ่งตามอารมณ์ ถัดมาก็แบ่งตามลักษณะทางกายภาพอย่างที่ตาเห็น ลองมาดูกันครับ


Sci-fi},Fantasy,coming of age,western film,adventure,war film,teenage film, 


นี่แค่เบาะๆครับ ถ้าแบ่งตามนี้ได้อีกเป็นล้าน แต่การแบ่งนี้ก็ยังคงมีสัดส่วนข้างบนเข้ามาผสม ทั้งนี้เพื่อเป็นการบอกแนวหนังให้มากขึ้น แต่ก็ยังมีการผสมผสานกันของแนวทางต่างๆ ยังไม่นับการหยิบยืมประเภทของหนังที่เราเรียนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเอามาผสมกันอีกนะครับ


และล่าสุดก็เกิดแนวทางใหม่ๆขึ้นมาให้เราได้ยินกันอีก อย่างเช่นหนัง Indy ทุกคนน่าจะเคยได้ยินกัน จริงๆแล้วหนังอินดี้เกิดขึ้นมาเพราะว่าคนทำหนังหลายๆคนที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปทำหนังในระบบสตูดิโอ จึงมีการทำงานเอง วางแผนเอง และจัดจำหน่ายเอง กลุ่มเหล่านี้เรียกตัวเองว่าคนทำหนังอิสระหรือเรียกเท่ๆว่า Indepandent film maker มีชื่อเล่นว่า Indy แบบที่เราเรียกกันจนติดปากครับ เมื่อไม่ได้ทำงานกับระบบสตูดิโอนั่นหมายถึงว่าทุนสร้างมันก็จะต่ำลง ดังนั้นสิ่งที่จะมาทดแทนเงินได้ก็คือไอเดียครับ ตอนนั้นหนังกลุ่มนี้จึงทำทุกอย่างที่สตูดิโอไม่ทำ เพื่อสร้างความแตกต่าง แล้วคนก็เข้าใจกันเองว่า หนังอินดี้เป็นหนังแนวๆ ต้องแนวๆ จริงๆแล้วหนังอินดี้ที่หน้าตาเหมือนสตูดิโอก็มีครับ พออินดี้ต้องแนวและต้องดูมีความเป็นส่วนตัว ตอนนี้หนังอินดี้เลยมีชื่อเต็มชื่อที่สองว่า Individual หรือหนัังส่วนตัวนั่นเองครับ


มาถึงการบ้านของเรากันบ้างครับ


ให้หาหนังที่ชอบมาซักสามเรื่อง แล้วลองวิเคราะห์ดูว่าหนังเรื่องนั้นอยู่ในแนวทางไหน อย่าลืมแปะตัวอย่างมาด้วยด้วยนะครับ เผื่อใครที่สนใจจะได้หามาชมได้บ้างครับ


สำหรับวันนี้สวัสดีครับ... 


บันทึกคะแนนนี้โพสต์ล่าสุด: รวม 2 คะแนน ซ่อน
exits ความดี +1 2012-02-20 -
gotchastudio ความดี +10 2012-02-13 -
ด้วยความเคารพ
โพสต์
1036
เงิน
21774
ความดี
14792
เครดิต
14177
จิตพิสัย
24522
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

ส่งการบ้านครับ

ให้หาหนังที่ชอบมาซักสามเรื่อง แล้วลองวิเคราะห์ดูว่าหนังเรื่องนั้นอยู่ในแนวทางไหน


เรื่องแรกเลย เป็นเรื่องในดวงใจของผมเอง Notthig hill ครับ



จริงๆ ส่วนตัวผมคิดว่าเป็น Romantic Comedy แต่ไม่มีในบทเรียนเพราะงั้นจะตอบว่า Romantic ครับ เป็นแนวหนังรักหวานซึ้งซึ่งเวลาดูจะรู้สึกถึงกลิ่นไออุ่นของความรักเต็มเรื่อง อาจเพราะตัวแสดงระดับนี้ด้วยเลยทำให้เรื่องนี้ออกมาแล้วดูอิ่มครับ ส่วนตัวหนังที่ชอบเป้นแนวนี้ซะเยอะแต่เด๋วหาแนวอื่นมาตอบเพิ่มครับ


ต่อกันด้วยเรื่องนี้ครับ Night Watch



เรื่องนี้พี่ป้อมเป็นคนแนะนำให้ผมดูครับ จำได้ว่าตอนดูสนุกมาก เพลินมาก ที่สำคัญงานเจ๋งมาก ถ้าให้ตอบคงเป็นแนว Action ผสม Scifi ครับ

สุดท้ายครับกับเรื่องนี้ Red Dragon



จริงๆผมตามตั้งแต่ Hannibal แล้ว แต่ชอบภาคนี้ที่สุดอาจะเพราะแอนโทนี่ ผสมกับ เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน แล้วพอดูจะได้อารมณ์อย่างมาก ทำให้รู้สึกว่านักแสดงมีผลต่อหนังเป็นอย่างมากครับ แนวหนังเรื่องนี้ ผมคิดว่าเป้น Horror ที่ผสม Thriller และ Suspense เข้าไปอย่างลงตัวครับ เล่นเอาตามติดตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่องเลยทีเดียว

ถูกไม่ถูกอย่างไรรบกวนอาจารย์เมษสั่งสอนด้วยครับ

ขอบคุณครับ

[ แก้ไขล่าสุดโดย job4922 เมื่อ 2012-02-08 16:07 ]
โพสต์
644
เงิน
16847
ความดี
14761
เครดิต
14339
จิตพิสัย
20875
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

ขอโทษทีครับ ประกาศไว้ตรงนี้เลย การวิเคราะห์ไม่จำเป็นต้อง 5 แนวพื้นฐานครับ เอาเป็นแบบลูกผสมก็ได้ แต่วิเคราะห์มาให้ฟังนิดนึงว่าเพราะอะไรจึงวิเคราะห์ออกมาเป็นเช่นนั้นครับ อย่าง Nothing hill นี่ก็ใช้คำว่าโรแมนติก คอเมดี้ได้เลยครับ
อ้างอิง
อ้างอิงโพส 1 ต้นฉบับโพสโดย job4922 เมื่อ 2012-02-08 15:45  :
ส่งการบ้านครับ

ให้หาหนังที่ชอบมาซักสามเรื่อง แล้วลองวิเคราะห์ดูว่าหนังเรื่องนั้นอยู่ในแนวทางไหน


.......

ด้วยความเคารพ
ระดับ : สมาชิก II
โพสต์
15
เงิน
184
ความดี
169
เครดิต
88
จิตพิสัย
199
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร
badboys  =  Action Comedy
หนังบู๊แอกชั่น  ที่มีการดำเนินเรื่องด้วยความสนุกไม่เดือดพล่านอย่างเดียว ผสมไปกับคาแรกเตอร์ของบทแสดงตลกจากตัวเอกอย่างกลมกลืน  จะว่าไปก็มันส์รุนแรงสะใจไปกับเสียงหัวเราะ และตลกสุดฮาไปกับการต่อสู้ดุเดือด

-------------------------------------------------------

cast away   =  drama
หนังที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตที่สะท้อนเข้าถึง แนวความคิดปรัชญา 
ผมไม่วิจารณ์หนังว่าคืออะไร แต่อยากพูดว่า คนเราจะรู้สึกตัวก็เมื่อ อยู่กับตัวเองจริงๆ

------------------------------------------------------------

หวีด   =   Horror + Thriller
ความตื่นเต้นทั้งจากการดำเนินเรื่อง ของการตามฆาตกรรม และ การอยากรู้ถึงตัวฆาตกร  ครบบรรยากาศเต็มๆตรงๆ





[ แก้ไขล่าสุดโดย exits เมื่อ 2012-02-17 16:11 ]
ระดับ : สมาชิก III
โพสต์
27
เงิน
500
ความดี
411
เครดิต
321
จิตพิสัย
524
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 4#  โพสต์เมื่อ: 2012-02-12
ส่งการบ้านครับ

      เป็นหนังที่ชอบโดยส่วนตัวครับ ดูมาหลายรอบเลยมาลองวิเคราะห์กันดู

    1.Watchmen

     เป็นแนว  Suspense Drama Action Sci-fi,Fantasy
  
     ซึ่งเนื้อหาในภาพยนตร์นั้นค่อนข้างซีเรียสและจริงจัง เกี่ยวกับโลกแห่งความเป็นจริงของความเชื่อ

    ไม่เว้นแม้แต่ซุปเปอร์ฮีโร่ ซึ่งก็มีอุดมการณ์เหมือนกันคืออยากให้โลกสงบสุข แต่ต่างที่วิธีการของแต่ละคน

     หนังตีแผ่ปมชีวิตของฮีโร่แต่ละคนได้แบบ อึ้งกันไปเลย ซึ่งแต่ละคนถ้าบั้นปลายถ้าไม่เสียสติ

      ก็ติดยาหรือไม่ก็ฆ่าตัวตาย หนังบอกถึงยุครุ่งโรจน์และยุคเสื่อมของบรรดาฮีโร่ตกยุค

    และเรื่องก็มาเริ่มขึ้นจากการเสียชีวิตของ เบลค ( the Comedian) ซึ่ง  รอร์ชาช (Rorschach)จะเป็นตัวนำผู้ชมไปพบกับ

    ปมปริศนาต่างๆที่กำลังจะเปิดเผยขึ้น (ใครจูงลูกเข้ามาดูในโรงนึกว่าเป็นหนังเด็กนี่ บ่นกันเป็นแถว )

    


2. Fight club

         เป็นแนว  Action Suspense Drama

              คุณเป็นคุณไม่ใช่เพราะงานที่คุณทำ คุณเป็นคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินในธนาคารของคุณ
              คุณเป็นคุณไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณมีเงินในกระเป๋าเท่าไร คุณเป็นคุณใช่ว่าเพราะคุณสวมใส่เสื้อผ้าอะไร
              แต่คุณก็ไม่ได้เป็นเกล็ดหิมะที่สวยงามและโดดเด่นเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เช่นกัน ไทเลอร์ (แบรด พิทท์) กล่าวว่า
              ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณครอบครองอยู่นั้นท้ายที่สุดแล้วพวกมันก็จะครอบงำคุณ เสีย
              แต่ถ้าหากคุณสูญสิ้นทุกสิ่งเมื่อใด คุณก็จะกล้าทำอะไรต่อมิอะไรได้อย่างไร้กังวลตลอดไป

              ดูละชักไม่แน่ใจว่าในตัวเราเองมันมีใครซ่อนอยู่ในตัวเรามั้ย
  
          
          

3. Man Bites Dog

     เป็นแนว  Realism Thriller

       หนังออกจะรุนแรงในเนื้อหานำเสนอออกเพี้ยนๆ ดูละอึ้ง รู้สึกปลง เหมือนตามดูฆาตกรจิตหลุดที่ทำอะไรหลุดโลกในรูปแบบสารคดี หายใจไม่ทั่วท้องเลยทีเดียว


รายละเอียดไฟล์แนบ
กล่องตอบกลับด่วน

คุณไม่มีสิทธิ์ใช้งานส่วนนี้, กรุณาเข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
สามารถอัพโหลดไฟล์แนบ สำหรับโพสได้