สมาชิก สถิติฟอรั่ม ธนาคาร
  • 16735เข้าชม
  • 7ตอบกลับ

ห้องเรียนหนังตอนที่ 3 ประเภทของภาพยนตร์

โพสต์
644
เงิน
16847
ความดี
14761
เครดิต
14339
จิตพิสัย
20875
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

ห้องเรียนหนังออนไลน์ 3

ประเภทของภาพยนตร์

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับห้องเรียนของเราทั้งสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มชินกับวิธีการเรียนการสอนของเรารึยังครับ ลองทำกันดูนะครับกับการบ้านที่เราให้ไป ตัวผมไม่ได้อะไร แต่คนที่ได้คือคนที่ทำ เพราะว่าจะได้ค้นคว้าหาข้อมูลแล้วเอามาอภิปรายกันครับ

คราวที่แล้วเราว่าด้วยเรื่องของ ภาพยนตร์ ว่าภาพยนตร์คืออะไร เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ล้วนๆซึ่งเราจะเห็นได้ว่า ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์นั้นความผูกพันกับเรื่องของเทคโนโลยีและศิลปะอย่างที่จะแทบแยกกันไม่ได้ ยิ่งปัจจุบันภาพยนตร์ถูกใช้ในการการค้าเป็นหลัก ยิ่งทำให้เราเห็นว่า งานขายเข้ามามีบทบาทสำคัญกับสื่อประเภทนี้เป็นอย่างมาก แต่ก่อนที่จะไปเรื่องบทบาทต่างๆของภาพยนตร์ในรูปแบบต่างๆ เราลองมาดูประเภทของภาพยนตร์กันก่อนว่า ภาพยนตร์นั้นโดยหลักการมันแบ่งออกเป็นแบบไหนและอะไรบ้าง

โดยแรกเริ่มเดิมทีครับ ถ้าเราแบ่งภาพยนตร์ตามรูปลักษณ์กว้างๆที่เราสามารถมองเห็นได้ ภาพยนตร์จะแบ่งออกเป็นสามประเภทหลัก ที่เป็นพื้นฐานของภาพยนตร์ปัจจุบันตามวิธีการถ่ายทอดและนำเสนอ เราลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1 Realism

เป็นรูปแบบหรือลัทธิทางภาพยนตร์ที่เรียกเป็นไทยได้แบบเก๋ๆว่า รูปแบบ สัจจะนิยม เน้นไปทางการนำเสนอความจริงออกมาสู่สายตาผ่านกล้องถ่ายภาพยนตร์
หนังประเภทนี้จะหลีกเลี่ยงรูปแบบในการนำเสนอ พยายามที่จะบันทึกแต่ภาพความเป็นจริงโดยปราศจากการปรุงแต่งใดๆ เราจะเห็นได้จากงานประเภท สารคดี ภาพข่าวต่างๆในอดีต แต่ในกลุ่มนี้ก็มีความขัดแย้งในตัวเองอยู่บ้าง เพราะว่าการเลือกมุมที่จะบันทึกภาพ หรือการที่ผ่านการตัดต่อแล้ว มันก็คือการแสดงทัศนคติของผู้ถ่ายทอดไปแล้วซึ่งเป็นการลดทอนความเป็น Realism ลง ซึ่งปัจจุบันงานที่ใช้รูปแบบนี้ เราจะเห็นได้เด่นชัดจากงานสารคดีซะเป็นส่วนใหญ่ และยังมีหนังในกลุ่มอื่นที่เอาลีลาความเป็นเรียลลิสเข้าไปจับในงานภาพยนตร์บันเทิงซึ่งเดี๋ยวเราค่อยกลับมาคุยกันในประเด็นนี้ครับขอให้ทดไว้ในใจก่อน

ทีนี้เมื่อมีฝั่ง Realism จะเปรียบภาพยนตร์ในรูปแบบนี้เป็นฝั่งซ้ายสุด เดี๋ยวเราลองไปดูฝั่งขวาสุดกันบ้าง ฝั่งนี้เรียกว่ารูปแบบ


2 formalism

หรือมีชื่อไทยว่า รูปแบบนิยม ลัทธินี้เน้นเรื่องของความเป็นรูปแบบ เพราะว่าในการถ่ายทำภาพยนตร์นั้นเราใส่สิ่งที่ไม่มีจริงให้อยู่ในจอได้ จะมีความฟุ้งฝัน พร่ำเพ้ออย่างไรก็ได้ โดยมีการใช้เครื่องมือทางศิลปะมาเป็นตัวช่วยในการสร้างรูปแบบเพื่อการถ่ายทอด ดังนั้นหนังในกลุ่มนี้จะใช้ความไม่จริง แต่ใช้งานที่แสดงออกถึงอารมณ์ภายในเพื่อถ่ายทอดความจริง
ภาพยนตร์ในรูปแบบนี้จึงมีลักษณะที่ต้องตีความรูปแบบที่ผู้กำกับตั้งใจนำเสนอ เพื่อวิเคาระห์ออกมาเป็นความหมายและอารมณ์อีกชั้นไม่ต่างจากงานศิลปะที่มีความซับซ้อน ซึ่งปัจจุบันงานประเภทนี้ก็แปรสภาพมาสู่งานในแนวงานโมชั่นกราฟฟิคและแผ่ขยายไปในงานเอ็มวี ส่วนในทางภาพยนตร์นั้นงานประเภทนี้จะอยู่ในกลุ่มของงานศิลปะที่หลายครั้งน่าชื่นชมแต่เสียงตอบรับของคนดูในวงกว้างมักจะเป็นไปในแง่ลบ เพราะว่างานลักษณะนี้จำเป็นที่ต้องการให้คนที่เสพมีพื้นฐานทางด้านศิลปะอยู่บ้าง

เมื่อมีสองฝั่ง ซ้ายกับขวา ประเภทที่สามจะเป็นประเภทที่เดินทางสายกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และมีการหยิบยืมเอารูปแบบของสองประเภทข้างต้นไปใช้อย่างสนุกสนาน


3 classical cinema

เป็นรูปแบบที่เราเห็นกันอยู่ เป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาเพื่อความบันเทิงเป็นเหตุผลหลักและสาระคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ รูปแบบของภาพยนตร์ในประเภทนี้จะต้องมีการเร้าอารมณ์ สร้างให้คนดูมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งที่ภาพยนตร์นำเสนอและพาคนดูเข้าไปสู่แก่นของเรื่องได้อย่างมีพลังโดยผ่านการเล่าเรื่องที่มีรูปแบบและโครงสร้างชัดเจน

ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่เราได้มักจะอยู่ในกลุ่มนี้ แต่อาจจะมีการหยิบยืมวิธีการของภาพยนตร์รูปแบบอื่นๆไปร่วมใช้บ้าง เช่น การนำรูปแบบแบบเรียลลิสเข้าไปจับ เราเลยไ้ด้หนังกลุ่มเรียลลิตี้ฟิล์มมาแบบ Blairwitch project หรือ Clover field หรือ Paranormal activity ที่จับเอาแนวทางเรียลลิสมารับใช้การเล่าเรื่องอย่างได้ผล

หรือการใช้รูปแบบ ฟอร์มาลิสเข้าไปจับก็มีมากมาย อย่างเช่้น What dream may come หรือ The cell และ The fall ซึ่งเป็นที่ฮือฮามากกันอยู่ช่วงหนึ่ง

แต่ที่เห็นได้ชัดคือ ภาพยนตร์ในรูปแบบนี้ไม่ว่าจะหยิบยืมรูปแบบอื่นๆมาใช้อย่างไรก็ตาม มันก็จะอยู่ในรูปแบบของการเล่าเรื่องแบบเร้าอารมณ์ มีตัวละครที่จับต้องได้ มีเส้นเรื่อง มีการพัฒนาเรื่องและคลี่คลายตามรูปแบบของ Classical cinema อยู่ดี


ทีนี้ก็มาถึงการบ้านของเรากันบ้างครับ


ให้ลองหาภาพยนตร์มีส่วนผสมของลัทธิต่างๆที่ชัดเจนมาอย่างละเรื่องที่นอกเหนือจากที่ผมกล่าวไปครับ รอบนี้คนที่ส่งการบ้านเรามีรางวัลให้เป็นเอกสาร Power point ที่ผมใช้สอนในค่ายต่างๆที่ทำมาครับ ดังนั้นการส่งการบ้านให้ส่งชื่อหนัง Link หนังตัวอย่างถ้าหาได้ แล้วลองวิเคราะห์มาด้วยว่ามันอยู่ในแนวทางไหน เพราะอะไร
สุดท้าย อย่าลืมแนบ Email มาด้วยครับ จะได้ส่งของกลับไปได้ถูกที่ครับ

ปล หมดเขตส่งการบ้านวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ เวลา 6 โมงเย็นนะครับ

ขอบคุณที่ติดตามครับ
บันทึกคะแนนนี้โพสต์ล่าสุด: รวม 1 คะแนน ซ่อน
gotchastudio ความดี +10 2012-02-01 ไม่ได้ลงเรียน ขอ observe ครับ ^^
ด้วยความเคารพ
โพสต์
1036
เงิน
21774
ความดี
14792
เครดิต
14177
จิตพิสัย
24522
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

ผมขอส่งเป็นเรื่องนี้ได้มั้ยครับ The Horribly Slow Murderer with the Extremely Inefficient Weapon by Richard Gale เพิ่งได้ดูจากตาเนสเมื่อวาน



วิเคราะห์ว่าอยู่ในหมวด classical cinema ครับ เพราะมันมีการเร้าอารมณ์สร้างให้คนดูมีความรู้สึกส่วนร่วม มีการเล่าเรื่องตั้งแต่แรกจนจบ

เรื่องต่อไปขอเป็น Cannibal Holocaust ครับ



อันนี้ขอวิเคราะห์ว่าอยู่ในหมวดของ Realism ครับเพราะเน้นไปทางการนำเสนอความจริงออกมาสู่สายตาผ่านกล้องถ่ายภาพยนตร์และพยายามที่จะบันทึกแต่ภาพความเป็นจริงโดยปราศจากการปรุงแต่งใดๆ ถึงสุดท้ายจะถูกตัดต่ออยู่ดีแต่เน้นให้ใกล้เคียงความสมจริงมากที่สุดครับ

เรื่องต่อไป Star Wars ครับ



จากการวิเคราะห์น่าจะอยู่ในหมวดของ formalism เพราะเป็นหนังที่เน้นเรื่องของมีความเกินจริง เน้นไปในเรื่องของจินตนาการ

ทั้งหมดที่ตอบมาถูกไม่ถูกอย่างไรรบกวนตอบกลับด้วยนะครับ

job4922@hotmail.com

ขอบคุณครับ
[ แก้ไขล่าสุดโดย job4922 เมื่อ 2012-02-03 03:16 ]
บันทึกคะแนนนี้โพสต์ล่าสุด: รวม 1 คะแนน ซ่อน
foolmoon ความดี +3 2012-02-03 -
โพสต์
644
เงิน
16847
ความดี
14761
เครดิต
14339
จิตพิสัย
20875
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

อ้างอิง
อ้างอิงโพส 1 ต้นฉบับโพสโดย job4922 เมื่อ 2012-02-03 02:36  :
ผมขอส่งเป็นเรื่องนี้ได้มั้ยครับ The Horribly Slow Murderer with the Extremely Inefficient Weapon by Richard Gale เพิ่งได้ดูจากตาเนสเมื่อวาน



วิเคราะห์ว่าอยู่ในหมวด classical cinema ครับ เพราะมันมีการเร้าอารมณ์สร้างให้คนดูมีความรู้สึกส่วนร่วม มีการเล่าเรื่องตั้งแต่แรกจนจบ
.......




เหมือนว่า Classical กับ Formalism จะสลับกันอยู่นะครับ ตัวแรกนั้นถ้าจำไม่ผิดคือมันเป็นหนังสั้นที่หยิบยืมรูปแบบของการเป็นหนังตัวอย่างมาล้อเลียน โดยการใช้ "รูปแบบ"ของหนังตัวอย่างมาใช้กันอย่างเห็นได้ชัด ผมจึงคิดว่ามันจะกระเดียดไปทางงานที่เน้นรูปแบบ มากกว่าเนื้อหาที่เร้าอารมณ์ในลักษณะ Classical cinema จริงๆ


ส่วน Star wars นั้น เน้นการเล่าเรื่องและการเร้าอารมณ์มากครับ ทุกอย่างอยู่ครบในหมวด Classical cinema แต่เรื่องที่เล่าเป็น ไซไฟแฟนตาซีเท่านั้นเอง


อธิบายเพิ่มเติมนะครับ ในส่วนขอ Formalism นั้น ชิ้นงานที่ว่าเน้นรูปแบบ มันคือเน้นการนำเสนอรูปแบบจริงๆครับ การเล่าเรื่อง ลำดับ การจัดวาง การวางเฟรม เน้นการใช้รูปแบบมากกว่าการถ่ายทอดความสมจริง หรือการถ่ายทอดเรื่องราว แต่เมื่อผสมผสานเข้ากับความเป็น classical แล้ว บางครั้งมันจึงเหลือเพียงแง่มุมของอาร์ตไดเรกชั่น หรือการลำดับเรื่อง หรืออะไรก็ตามที่มากกว่าการเล่าเรื่องครับ แต่ Starwars นั้นเห็นได้ชัดว่าหนังอยู่ในรูปแบบของการเล่าเรื่องที่คลาสสิคมากแง่มุมทางศิลปะหรือการใช้รูปแบบมีครับ แต่ไม่ได้โดดเด้งออกมาจากการเล่าเรื่อง แต่ในอีกเรื่องนึงนั้น เห็นได้ชัดเหมือนกันว่ารูปแบบล้ำหน้าการเล่าเรื่องแบบปกติ (รูปแบบขแงเรื่องนี้คือ การใช้วิธีการของเทรลเลอร์เข้ามาจับในการเล่าเรื่อง) 






ยกตัวอย่างเรื่องนี้ จริงๆเรื่องนี้ก็เล่าเรื่องเหมือนกับเรื่อง starwars แหละครับ แต่การใช้รูปแบบมารองรับที่เด่นชัด (ในเรื่องนี้คือรูปแบบทางองค์ประกอบศิลป์) มันทำให้การจัดรูปแบบมีผลมากต่อการเล่าเรื่อง และกลายมาเป็นจุดเด่นของเรื่องนี้ จึงบอกได้ว่าเรื่องนี้ใช้วิธีการแบบ Formalism เข้ามาผสมผสานค่อนข้างเยอะ


 



หรือเรื่องนี้ก็เป็นการใช้รูปแบบเหมือนกัน แต่เป็นรูปแบบทางการตัดต่อ เรียกว่ามีทฤษฏีหรือรูปแบบอะไรที่เด่นชัดจัดหนักกันไปเลย 






อีกตัวอย่างครับ คนนี้เป็นเจ้าพ่อหนังที่ผสมผสานความเป็น Formalism ลงไปได้อย่างเนียนตาเลยครับ หนังทุกเรื่องของเขาจะออกมาเป็นเหมือนเราดูกวีทางภาพ 


ที่สิ่งเหล่านี้ต้องพูดเพราะว่าเวลาเราทำงาน เราจะได้รู้ครับว่างานเราอยู่ตรงไหน เพราะไม่มีการเล่าเรื่องแบบใดที่ใหม่อีกแล้วในโลกนี้แล้วครับ ทุกอย่างล้วนเคยถูกทำมาแล้วทั้งสิ้น 
บันทึกคะแนนนี้โพสต์ล่าสุด: รวม 1 คะแนน ซ่อน
job4922 ความดี +1 2012-02-03 ขอบคุณครับ
ด้วยความเคารพ
ระดับ : สมาชิก II
โพสต์
15
เงิน
184
ความดี
169
เครดิต
88
จิตพิสัย
199
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร
                   1. Realism

สารคดี หมีจ๋าอย่าร้องไห้ 

       เรื่องนี้ นำเสนอความจริงออกมาสู่สายตาผ่านกล้องถ่ายภาพยนตร์สารคดี การเล่าเรื่องของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆไม่มีการปรุงแต่ง  
มีเพียงการตัดต่อเหตุการณ์ เพื่อเล่าเรื่องราวให้เป็นลำดับและกระชับต่อเวลาและความรู้สึก ให้ผู้ชมเข้าใจง่ายขึ้น


                  2 formalism

เรื่อง who are you ใครในห้อง ?      

    การใช้ความไม่จริงมาแสดงเป็นภาพอารมภ์ความต้องการภายในจิตใจของตัวละคร การจิตนาการสร้างรูปธรรมของตัวละคร ให้ออกมาให้ผู้ชมได้เห็นเพื่อเข้่าใจและรู้สึก ในแบบนามธรรม


                  3 classical cinema

เรื่อง 2012    

      เรื่องนี้ดำเนินเรื่องให้ผู้ชมได้ลุ้นและมีอารมภ์ร่วมไปกับตัวดำเนินเรื่องทั้ง2ฝ่าย ที่ทำให้แก่นของหนังชัดเจนเข้าหากันขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งฝ่ายที่หนีภัยเพื่อหาทางรอด และฝ่ายที่คอยช่วยเหลือผู้คน
 ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ ในภาวะเหตุการณ์สิ้นโลก หนังเล่าเรื่องผสมผสานถ่ายทอดดีเหตุการณ์เกี่ยวกับการสิ้นโลกเพื่อแสดงข้อเท็จจริงถึง สภาวะต่างๆของมนุษย์เรา การจะสิ้นอารยะธรรมมนุษย์ ที่มุ่งเข้าสู่เนื้อหาสาระที่เป็นแก่นของเรื่อง คือการเริ่มต้นและสิ้นสุดแห่งความเป็น มนุษยชาติ  คือจิตใจไม่ใช่ภัยพิบัติ


-----------------------------------------
ตามความเข้าใจในตอนนี้ของผมนะครับ ยังงงๆอยู่เหมือนกัน เพราะแต่ละเรื่องที่ไม่เลือกมาก็ผสมผสานกันหลายแบบ

exits69@gmail.com



[ แก้ไขล่าสุดโดย exits เมื่อ 2012-02-05 11:30 ]
บันทึกคะแนนนี้โพสต์ล่าสุด: รวม 1 คะแนน ซ่อน
foolmoon ความดี +1 2012-02-08 -
ระดับ : สมาชิก III
โพสต์
27
เงิน
500
ความดี
411
เครดิต
321
จิตพิสัย
524
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 4#  โพสต์เมื่อ: 2012-02-04
ส่งการบ้านครับ



1. Realism 


         The Gods Must Be Crazy

            Director: Jamie Uys
            Writer    : Jamie Uys
            Stars     : N!xau, Marius Weyers and Sandra Prinsloo


            หรือชื่อ ภาษาไทย เทวดาท่าจะบ๊อง ภาค 1 


           เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับอิทธิพลลัทธิ  Realism โดยรุปแบบหนังนำเสนอรูปแบบกึ่งสารคดี ผ่านการนำเสนอการเล่าเรื่องจากบทบรรยาย

           เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของชาวป่าแอฟริกา  ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม สอดแทรกมุขตลกซื่อๆแบบธรรมชาติ ทำให้หนังมีเสน่ห์

           หนังนำเสนอในประเด็นรูปแบบการใช้ชีวิตของคนป่าเมื่อจากอดีตและเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมจากคนเมือง คือ ขวดโค๊กเจ้ากรรม 


           ดันเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินชีวิตของพวกเขา หากนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบสารคดีที่ว่าด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตของคนป่าและคนเมืองจริงๆ 


           อาจดูน่าเบื่อและพาลจะเครียดเอาได้  หนังจึงตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดมีบางอย่างอยู่ผิดที่ผิดทางอะไรจะเกิดขึ้น...คือ ขวดโค๊ก กับ คนป่า


           แน่นอนครับ ทุกคนเพลิดเพลินกับการบอกเล่าเรื่องราวคำตอบของการอยู่ผิดที่ผิดทางของสองวัฒนธรรม 


           โดยแฝงคติสอนใจทำให้หนังเรื่องนี้ประทับใจในวัยเด็กของหลายๆคน ( ส่วนภาคหลังๆนี่ ออกทะเลไปละครับ )



            



 2. Formalism  


             คำพิพากษาของมหาสมุทร  ผลงานลำดับที่ 5 ของ เป็นเอก รัตนเรือง


             หนังถ่ายทอดบรรยากาศ ความเหงา และความผิดบาปของตัวเอกของเรื่อง ภาพที่ถูกถ่ายทอดในแต่ละเหตุการณ์

             ทำให้ผู้ชมอิ่มกับบรรยากาศภายในหนัง เหมือนนั่งดูชีวิตจริงของคนคนนึงเลยทีเดียว



            






   3. Classical cinema


           The Matrix


 



        นอกจากความบันเทิงจากเปลือกของหนังแนวแอ็คชั่นไซไฟ ของเมทริกซ์  ซึ่งหากถอดสมการต่างๆที่หนังได้ใส่เอาไว้

        ก็มีความเชื่อในหลักปรัชญาเกี่ยวกับศาสนาพุทธเข้ามาเป็นส่วนประกอบด้วย


        ในเรื่อง ได้เปรียบเทียบ มิสเตอร์สมิธ เป็นดังกิเลศที่ยิงกระสุนกิเลสใส่ นีโอ นั่นคือความคิดของกิเลสที่เข้ามาจะเกาะกินเรา

        ส่วนนีโอได้อาศัยการฝึกจนจับกระสุนของสมิธได้ นั่นคือ การวิปัสณาญาณ


        คือจับความรู้สึกความคิดปรุงแต่งที่เข้ามาเกาะกินจิตใจเราทำให้เกิดกิเลส เมื่อเกิดกิเลสก็ทุกข์ ขอแค่ฝึกจิตและรู้เท่าทันความคิด

        อะไรก็ไม่สามารถทำอะไรจิตใจเราได้ หากเราฝึกจิตในการจับความ


        ทุกข์ที่เข้ามากัดกินใจเรา.........ในคลิปนาทีที่ 7.50

         


        ซึ่งหนังได้แฝงความเชื่อและปรัชญาของโลกฝั่งตะวันออกไว้มาก จนเกิดสไตร์ที่น่าสนใจ ซึ่งนัยยะที่แฝงไว้ของหนังเรื่องนี้

        ถูกเขียนบทขึ้นมา โดยได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์ปรัชญาพุทธสายมหายาน ทางธิเบต  

        ตอนฉากที่มอร์เฟียร์ซ ให้นีโอเลือกว่า จะเลือกกินยาเม็ดสีแดง หรือสีน้ำเงิน อันนี้สะท้อนแนวความเชื่อของพุทธ

        ที่ศรัทธาในการ "เลือกกระทำ" ไม่ใช่พึ่งพาแต่ชะตาชีวิต เพราะนีโอ หรือมิสเตอร์ แอนเดอร์สัน ไม่ชอบความคิดเรื่องโชคชะตา

        เขาจึงมีสิทธิเลือกกระทั่ง จะตื่นขึ้นเพื่อเรียนรู้ความจริงของชีวิต หรือจะกลับไปฝันในโลกเดิมต่อไป 


        ฉากหนึ่ง มอร์เฟียร์ซ พานีโอ ไปหา Oracle เขาบอกนีโอก่อนเข้าประตูว่า


        "ผมเป็นแค่คนบอกทาง แต่คุณคือคนที่ต้องเดินไปบนทางนั้นเอง" 


         ซึ่งประโยคทำนองนี้ พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ 


        จะศีล ก็ดี สมาธิ หรือปัญญาก็ดี เราแจกกันไม่ได้ ทำแทนกันไม่ได้ จะมีได้ ก็ต้องสร้างเอาเอง ด้วยตัวเอง

        พระท่านจึงกล่าวประโยคที่เราเคยได้ยินเสมอว่า 


          "อัตตาหิ อัตโน นาโถ" ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน 

          กับตอนที่เขาซ้อมสู้กันมือเปล่าซึ่งนีโอสู้ไม่ได้ แล้วมอร์เฟียร์ซ บอกว่า 


          "Don't THINK you can beat me, just KNOW" 


        (  "อย่า 'คิด' ว่าคุณเอาชนะผมได้.. จง 'รู้' ว่าคุณทำได้ " )


                                   แล้วก็บอกว่า 


          "Stop trying to hit me and hit me.." 


           ( "หยุด 'พยายาม' จะซัดผม และซัดเลย" )


   ที่มา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=aston27&month=08-10-2006&group=2&gblog=76



หากผิดพลาดยังไง รบกวนชี้แนะด้วยนะครับ


     hana_animation@hotmail.com









[ แก้ไขล่าสุดโดย hana เมื่อ 2012-02-04 16:02 ]
บันทึกคะแนนนี้โพสต์ล่าสุด: รวม 1 คะแนน ซ่อน
foolmoon ความดี +1 2012-02-08 -
ระดับ : สมาชิก I
โพสต์
2
เงิน
20
ความดี
70
เครดิต
0
จิตพิสัย
29
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 5#  โพสต์เมื่อ: 2012-02-06
ตอบข้อ 1 ก่อนเลยนะ
1. เนี่ย ต้องยกให้ ตำนานสมเด็จพระเนรศรว สารคดีชัดๆ http://www.youtube.com/watch?v=hPToaNcxPiE
2. คงเป็นเรื่องที่หมิวเล่นกับโน๊ต ชื่อ กล่อง อะไรเนี่ยมั้ง
3. ผมขอเอาง่ายๆ Karate Kid เจเดน สมิธเล่น หนังง่ายๆแพทเทิ่น ที่ดูแล้วยังไงก็สนุกกับมัน http://www.youtube.com/watch?v=Fz9RXp7deyY&feature=fvst

ทำลิ้งค์ไม่เป็นต้องขอโทษด้วย หนังข้อ 2 ป่านนนี้หาโหลดไม่เจอแล้วด้วยมั้ง
บันทึกคะแนนนี้โพสต์ล่าสุด: รวม 1 คะแนน ซ่อน
foolmoon ความดี +1 2012-02-08 -
โพสต์
644
เงิน
16847
ความดี
14761
เครดิต
14339
จิตพิสัย
20875
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 6#  โพสต์เมื่อ: 2012-02-08
อ้างอิง
อ้างอิงโพส 5 ต้นฉบับโพสโดย kunzkunz เมื่อ 2012-02-06 02:29  :
ตอบข้อ 1 ก่อนเลยนะ
1. เนี่ย ต้องยกให้ ตำนานสมเด็จพระเนรศรว สารคดีชัดๆ http://www.youtube.com/watch?v=hPToaNcxPiE
2. คงเป็นเรื่องที่หมิวเล่นกับโน๊ต ชื่อ กล่อง อะไรเนี่ยมั้ง
3. ผมขอเอาง่ายๆ Karate Kid เจเดน สมิธเล่น หนังง่ายๆแพทเทิ่น ที่ดูแล้วยังไงก็สนุกกับมัน http://www.youtube.com/watch?v=Fz9RXp7deyY&feature=fvst

.......
 

แหมคำตอบข้อแรกเหมือนแอบกัดๆเลยนะครับ ถ้าไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นต้องขออภัยด้วยครับ หนังตำนานสมเด็จพระเนรศวรเป็น Fiction ครับ อยู่ในแนวทาง Classical เต็มๆครับ ส่วนเรื่องกล่องนี่ใกล้เคียงครับ เป็น Classiccal ที่เบนเข็มไปทาง Formalism ครับ แล้วก็ พี่โน๊ตเล่นกับพี่ลูกเกดนะครับเรื่องนี้
ด้วยความเคารพ
โพสต์
644
เงิน
16847
ความดี
14761
เครดิต
14339
จิตพิสัย
20875
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร

เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 7#  โพสต์เมื่อ: 2012-02-08
ส่งเอกสารให้ทาง Email แล้วนะครับ รบกวนเช็คด้วยครับ
ด้วยความเคารพ
รายละเอียดไฟล์แนบ
กล่องตอบกลับด่วน

คุณไม่มีสิทธิ์ใช้งานส่วนนี้, กรุณาเข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้